ช่วงสงกรานต์หนีร้อนไปพึ่งเย็นที่อินเดีย แต่ขอบอกว่า ไปถึงกัลกัตต้ายามวิกาล จากสนามบินมีจุดหมายไปหาที่นอนซัก 4-5 ชั่วโมง แต่ระหว่างทาง เห็นสภาพผู้คนแล้ว ทุกคนอึ้ง ภาพที่เห็น คือ คนนอนกันข้างถนนไม่ต่างกับบ้านของพวกเขา น้องคนนึงถึงกับพูดว่าไม่อยากเห็นสภาพแบบนี้ สงสารเค้าจัง จากกัลกัตต้าเราเดินทางโดยรถไฟมุ่งสู่ตอนเหนือ บนรถไฟมีอะไรสนุกๆ หลายอย่าง เช่น พ่อค้าแต่ละคนแบกทั้งถั่ว ชา โซ่ กุญแจ สารพัดขึ้นมาขายแทบจะทุกสถานีที่จอดแวะรับส่งคน ตอนแรกเราไม่กล้ากินอะไรเลย แต่พอเริ่มชิน ก็เริ่มสั่งชามาลอง ผลปรากฏว่าอร่อยได้ใจค่ะ เหมือนชานมร้อนบ้านเราเลย อร่อย ถ้วยละ 2 รูปี งานนี้ติดใจสิคะ ได้ชิมชาเกือบทุกมื้ออาหาร บางที่ยังใส่ขิงอีกอร่อยดี บนรถไฟเรากินอาหารที่เตรียมไป คือ มาม่า ไวไว หมูหยอง หมูสวรรค์ สารพัด ออกมาเรียงราย กินอิ่มนอนหลับ เตียงแปลสภาพจากที่นั่งที่เรานั่ง จัดการเสร็จสรรพ เป็นเตียงสามชั้น คนอ้วนๆ นอนพอดีพุง กว่าจะถึงปลายทางก็ตีสองกว่าตีสามได้ พอไปถึงต้องยกความดีความชอบให้เพื่อนร่วมทริปที่ติดต่อให้เอเย่นมารับเรา ทุกคนเลยสบายไป ออกเดินทางจากสถานีรถไฟไปเมืองกาลิมปง เมืองนี้ไม่ได้หาข้อมูลไปเท่าไหร่ เลยคล้ายว่าเป็นเมืองผ่าน แวะกันสองจุด มุ่งหน้าสู่กังต๊อกจุดหมายปลายทางของเราวันนี้ ไปถึงหาที่พักได้ ออกมาเดินเล่นที่ MG Marg(เขียนถูกป่าวน๊า) ส่วนใหญ่ถนนซ่อมแซมอยู่ เราเน้นหาของหม่ำเป็นหลัก หิวกันเกือบทั้งวัน เข้าตำรากินอิ่มนอนหลับ วันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปเที่ยวที่ชองกูเลค โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง ตอนอยู่กัลกัตต้าร้อนเหงื่อตกเหมือนบ้านเรา พอมาถึงกังต๊อกเริ่มเย็นๆ แต่พอขึ้นไปถึงชองกูเลค อ่ะจึ๋ย ยังเป็นหิมะอยู่เลย ที่นี่เป็นทะเลสาบมีเงาสะท้อนของหิมะ เห็นแล้วหายเหนื่อยไปเลยค่ะ ทุกคนกุลีกุจอถ่ายรูปบ้าง ขี่ YAK บ้าง เพื่อนอีกคนไปนอนเล่นบนหิมะซะงั้น เออหนีร้อนจริงๆ แฮะ แต่เล่นเอาหนาวและแสบตากับแสงสะท้อนมากๆ ค่ะ ดื่มด่ำกับวิวงามๆ ทุกคนมารวมตัวที่ร้านอาหารข้างๆ ที่จอดรถ โอ๊ะโหย๋เรามาทีหลัง แต่พอได้ชิมโมโม่เข้าไปเท่านั้นล่ะ เอาอีกๆ อร่อยเป็นบ้าเลย รึเราหิวจนเบลอนะ (หิวอีกแล้ว) ตามด้วยบะหมี่ผัดอร่อยอีก กินจนพุงกาง ตบด้วยชาร้อนไปกี่แก้ว นับไม่ถูกเชียว หลังจากชองกูเลค เรากลับมาพักที่กังต๊อกอีกหนึ่งคืน เพื่อนๆ พยายามมองหาของฝาก แต่ไม่มีอะไรเตะตาต้องใจซักอย่าง งานนี้เลยได้แต่เดินเล่นๆ หลงเข้าพาซ่าบ้านเค้าไป ฮามากๆ ที่นี่ เพื่อนบอกทางนี้ล่ะกลับที่พัก ทะลุพาซ่า เดี๋ยวก็ตัดไปถนนที่เราพัก หนอย พาซ่า พอเดินเข้าไปเท่านั้นล่ะ เสียงฮาตรึม อะไรรู้ป่าวคะ กลายเป็นตลาดสด(คล้ายบ้านเรา) ท่านแขกๆ ทั้งร้ายขายผัก ขายพริก ขายสารพัดอยู่ในพาซ่าค่ะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกก หนุกเป็นบ้าเลย พอเดินทะลุไป เหอๆ ไปต่อไม่เป็นค่ะ ต้องโทรไปหาเอเย่น ซึ่งเค้าน่ารักมาก มารับเราถึงที่ พาเดินผ่านซอกโจรมุมตึกเล็กๆ แคบๆ เหม็นๆ แป๊บเดียวก็ไปจ๊ะเอ๋กลับถนนกลับที่พักเราจริงด้วย โอ้พระเจ้าจอร์ช บราๆ รุ่งเช้าวันนี้ต้องนั่งรถทรหดอดทนไปลาชุง ระยะทางประมาณ 100 กว่าโล รถวิ่งไปแบบไต่เขาโค้งแล้วโค้งเล่า ทางไปอุ้มผางยังสบายกว่าเยอะ กว่าจะถึงใช้เวลาไปนานมากๆ เย็นนั้นจิบชา ทานอาหารอร่อยๆ เสริฟกับโรตี แกง ซุบ อร่อย อิ่มปุ๊บ หลับปั๊บ คืนนี้หนาวจัง เช้าเราไต่ความสูงขึ้นสู่ดินแดนซึ่งได้รับการขนานนามว่า สวิสเซอร์แลนด์เอเชีย "ยุมถัง" ระหว่างทางดอกไม้สีม่วงๆ ดอกกลมๆ ขึ้นแซมพื้นบางจุดมี Yak ยืน น่าถ่ายรูปมากๆ แต่ไม่ได้แวะ ต้องรีบขึ้นไปด้านบน อ่อๆ ลืมบอกไป ที่ไปทริปนี้เวลาเช้าๆ จะเช้าเร็วกว่าปกติ และส่วนใหญ่ฟ้าจะเปิดเหมาะกับการถ่ายรูป แต่พอสายๆ ฟ้าปิดไวมากๆ ขึ้นไปถึงยุมถัง คำแรกคุณเจ๊ข้างๆ บอก เนี่ยเหรอ ไม่เห็นมีไรเลย จ๊าก เจ๊มองดียังเนี่ย พอลงจากรถเท่านั้นล่ะ โอ้งามได้ใจเลยค่ะ ภูเขาหิมะโอบล้อมเราไว้ และมีลำธารลัดเลาะ สวยงามได้ใจ ดอกไม้ขึ้นประดับประดา เท่านั้นล่ะ เหล่านางแบบเริ่มปฏิบัติการโพสท่าเก็บภาพหนำใจ ขอไปถ่ายวิวบ้างนะจ๊ะพี่จ๋า น้องจ๋า ได้วิวมาแบบเละเทะตามระเบียบ เพราะอารมณ์ว่าพอเห็นของสวยๆ งามๆ ต่อมตื่นเต้นกระตุกซะงั้น มือไม้แข็งถ่ายไม่เป็นสิเรา ส่งจูบบ๊ายบายยุมถัง ทางลงเราขอคนขับรถแวะถ่ายรูปกับดอกไม้ดอกม่วมกลมๆ ปุ๊กลุ๊ก อยู่เป็นชั่วโมง อิ่มใจเหลือเกิน กับภาพที่เห็น กลับมาเก็บสัมภาระ ไปต่อเมืองลาเชน ระหว่างทางแวะฟาร์มกระต่ายยักษ์ ตัวขาวน่ารักเชียว เค้าตัดขนไปทำหมวก ทำผ้าพันคอ สวยน่ารักตามแบบสไตล์พื้นเมือง กว่าจะถึงลาเชนเกือบมืด คืนนี้นอนอืดหมดแรง อาหารที่นี่อร่อยใช้ได้เลย แป้งทอดมากรอบๆ บางๆ กินไปหลายแผ่น หมูหยอง หมูสวรรค์เราเริ่มปฏิบัติการ เช้าจากลาเชนเราขึ้นไปที่ช๊อปต้าวัลเล่ กว่าจะไปถึงได้เมื่อยตามระเบียบ ขึ้นไปถึงอึ้งกิมกี่ ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เป็นลำธารคดเคี้ยว เลี้ยวลด ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะสีเทาๆ เพราะแดดเริ่มหมด เต๊ะท่าถ่ายรูปกับซักพัก ก็กลับลงมา แล้วเดินทางกลับกังต๊อกเลย ตอนแรกตั้งใจจะไปนั่งกระเช้าที่กังต๊อก แต่ด้วยความที่พี่ๆ แกคงเห็นวิวบ้านเรือนของเค้าระหว่างที่เราเดินทาง เลยเปลี่ยนใจ ไปวัดรุมต๊อก(รึเอ็นเซ่) อ่า จำไม่ได้ ไปถึง เย็นแล้ว เห็นเณรน้อยกำลังสวดมนต์กันขมักเขม้น เราเข้าไปในตัววัดกัน โชคดีมากๆ ที่เราได้เห็นการลงสีผ้าแมนเดล่าเป็นครั้งที่สอง ถามคุณพระท่านว่าขอถ่ายรูปได้ไป ท่านส่ายหัว เลยอ้อนอีกนิด ตกลงให้ถ่ายได้หนึ่งรูป เราก็เลยกดหนึ่งรูปแต่หลายช๊อต ท่านหันมามองๆ ขอขมาด้วยนะเจ้าคะ เสร็จแล้วเพื่อนชี้ๆ ให้ขึ้นไปด้านหลังของวัด ได้ยินเสียงพระมาแต่ไกล โอ้พอไปถึงเห็นเค้ากำลัง ปุจฉา วิสัชนากันอยู่ เยี่ยมมากเลย พึ่งเคยเห็น รีบไปถ่ายรูปใหญ่ แต่ผลออกมาดูไม่จืด ตื่นเต้นจัด พี่ๆ ที่ไปด้วยกันบอกว่าที่ทิเบตทั้งลานวัดเลย เราบอกว่า เห็นแค่นี้ก็ดีแล้วพี่ พึ่งเคยเห็นอ่า ตื่นเต้นๆ กลับออกมาดูรูป เป็นลมดีกว่า เหอๆ ดูไม่จืดเลย ถ่ายไรมาเนี่ย คืนนี้กินอาหารที่เทสออฟทิเบต อร่อยใช้ได้เลย เช้าวันใหม่ต้องนั่งรถเด้งดึ๋งๆ ระยะทาง 100 กว่าโล รถวิ่งได้ชั่วโมงละ 15 โล นั่งกันเมื่อยก้น กว่าจะถึงดาจีลิ่ง แต่พอเข้าเขตดาจีลิ่ง ตาลุกวาว เป็นเห็นสีสันชาวภารตะ แต่งส่าหรีสีสดใสกันเต็มเลย แต่ออกเป็นแนวใหม่ แบบเด็กแนวแล้ว ไม่ค่อยเห็นแบบเก่าเท่าไหร่ หาที่พักได้ แหม่ๆ ข้างล่างดูโอ่อ่าสมที่ไกด์จากกังต๊อกแนะนำมา แต่พอขึ้นไปที่ห้อง สกปรกใช้ได้ แต่อ่ะนะ ไหนๆ ก็ไหนๆ นอนก็นอน วันนี้ออกไปเดินเล่นดาจีลิ่ง สนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ พ่อค้าแม่ขายเชิญชวนซื้อของกันเต็มที่ เงินส่วนตัวที่ยังไม่เคยแตะซักรูปี ก็มีอันมาละลายหายไปที่นี่ล่ะ ใครซื้ออะไรไม่รู้ เราซื้อหมวกไหมพรหมเด็กแนวอย่างเดียว หมดตรูด อยู่ดาจีลิ่ง พบรักกับร้านอาหารไทยไปสามมื้อรวด โอ้ ผัดกระเพรา แต่ไม่มีใบกระเพรานะ ไก่ผัดกะปิ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง แกงส้ม สารพัด จัดมา หิวแว้วววววววววววว อิ่มอร่อยสร้างมิตรภาพกันไป ก็อะไรล่ะ เพื่อนชายหนึ่งในเจ็ดสาว ได้โชว์ฝีมือประหนึ่งว่าเป็นกุ๊กมือหนึ่งมาจากประเทศไทย โชว์การทำไข่เจียวไก่สับให้พ่อครัวที่นั่นดู แป๊บเดียว เราได้ไข่เจียวหอมกรุ่น แล้วพ่อครัวที่นั่นก็โชว์ฝีมือว่า แป๊บเดียว ตรูทำได้เหมือนที่เอ็งสอนเด๊ะเลย สงสัยเอาเป็นเมนูหลักในร้านได้เลย ทำได้อร่อยมากค่ะ อยู่ดาจีลิ่งไม่มีอะไรมาก ตามข้อมูลบอกให้แวะไปที่ Happy Vallay หนอยพอแวะไปจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ทางลงไปก็หวาดเสียววี๊ดวิ๊ววววววววว คนขับหัวเราะขำพวกเราใหญ่เลย ก็เค้าจะพาไปที่ Tea Garden แต่เราดื้อไง สรุปแล้วเราซื้อทัวร์ไปเที่ยวสวนสัตว์ ดูแพนด้าแดง ทอยเทรนด์(เค้าประท้วงไม่เปิดให้บริการ ได้แต่ไปยืนเก็กท่าถ่ายรูปแถวๆ นั้น แต่ขอโทษ ผิดขบวน ขบวนหัวจักรเก่าๆ อยู่อีกที่นะนาย) ไปดูไร่ชา อนุสาวรีย์ไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้ ไปศูนย์อพยบชาวทิเบต เห็นแล้วก็น่าสงสารนะ คนที่นั่นเค้าจะไม่ชอบคนจีนเพราะคงเห็นว่า จีนไปเอาเปรียบเค้าทุกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่ออกความเห็นดีกว่า เสร็จแล้วมาเดินเล่น หาของฝาก ได้เชือกถักๆ เป็นชื่อเพื่อนๆ มาเยอะพอสมควร แวะซื้อชาที่เค้าว่ากันว่ามีชื่อเสียงติดระดับโลก อยู่ดาจีลิ่งสองวันก็เดินเรื่อยเปื่อย วันกลับนั่งรถกลับมาที่เมือง บักโดกา รอขึ้นเครื่องกลับกัลกัตต้า แวะออกไปหาอะไรกิน เจ้าหน้าที่รับฝากของที่สนามบิน และพี่ยามน่ารักมากแนะนำให้ไปเดินไม่ไกลจากสนามบินประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นห้างของเค้า กำลังลดราคา แต่ไม่ได้เข้าไป เพราะต้องฝากของ ห่วงกระเป๋ากล้องยิ่งชีพ คืนนั้นได้อาหารอร่อยๆ ทาน ตีสองกว่าจะออกจากกัลกัตต้า นั่งหลับๆ ตื่นๆ มาถึงบ้านเราเกือบหกโมงเช้า หมดแรง ปวดท้องมาถึงวันนี้ ไม่ได้ท้องเสีย แต่หมอว่า กระเพาะอักเสบ สงสัยกินเยอะไป
|